TECHNOLOGY UPDATE :

Nikon D300s


หลังจากที่เปิดตัวนิคอน D300 มาได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ นิคอนก็จับมาปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่พร้อมเพิ่มเติมโหมดบันทึกวิดีโอลงในตัวกล้อง พร้อมปรับชื่อรุ่นใหม่เป็น D300s และยังคงฟอร์แมต DX รวมทั้งความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซลเช่นเดิม โครงสร้างของตัวบอดี้ยังเหมือนเดิม แต่ปรับปรุงบางส่วน เช่น ปุ่มปรับควบคุม 4 ทิศทาง เพิ่มปุ่ม Multi Selector Center ตรงกลางแบบเดียวกับ D3 และย้ายการควบคุมฟังก์ชั่น Live View แยกออกมาเป็นปุ่มต่างหาก และใต้ชื่อรุ่นด้านหน้าเพิ่มช่องไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงในโหมดวิดีโอเข้ามา


• เซ็นเซอร์ CMOS 12.3 ล้านพิกเซล effective
• บันทึกวิดีโอคุณภาพ HD
• หน่วยประมวลผล EXPEED
• ช่องเมมโมรี่การ์ด 2 ช่อง CF card และ SD card
• ถ่ายภาพต่อเนื่อง 7 ภาพต่อวินาที
• Quiet Drive Mode
• ออโต้โฟกัส 51 จุด
• ฟังก์ชั่น Active D-Lighting
• แฟลชป๊อบอัพใหม่ครอบคลุมทางยาวโฟกัส 16 มม.

D100 กุมภาพันธ์ 2002 6.0 ล้านพิกเซล
D200 พฤศจิกายน 2005 10.2 ล้านพิกเซล
D300 สิงหาคม 2007 12.3 ล้านพิกเซล + Live View
D300s กรกฏาคม 2009 12.3 ล้านพิกเซล + Live View + Video HD

ประสิทธิภาพ

จุดเด่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือเพิ่มฟังก์ชั่นบันทึกภาพวิดีโอเข้ามา โดยสามารถบันทึกด้วยคุณภาพ High Definition พร้อมระบบเสียงแบบสเตอริโอ โดยมีช่องไมโครโฟนที่บริเวณใต้ชื่อรุ่น D300s และยังคงใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS ขนาด 23.6 x 15.8 มม. ความละเอียด 12.3 ล้านพิกเซล รวมทั้งหน่วยประมวลผล EXPEED ที่มีการทำงานที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


D300s ยังคงมีการตอบสนองการทำงานอย่างรวดเร็วตามสไตล์กล้องสำหรับมืออาชีพ โดยกล้องพร้อมใช้งานภายในเวลา 0.13 วินาที และมีช่วงหน่วงเวลาการลั่นชัตเตอร์เพียง 0.045 วินาที รวมั้งมีระบบการจัดการ Noise ที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้ปรากฎ Noise ในไฟล์ภาพน้อยลงด้วยเช่นกัน

ระบบออโต้โฟกัสเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับการพัฒนา โดยในโหมดถ่ายภาพวิดีโอสามารถปรับโฟกัสแบบออโต้โฟกัสได้ โดยการกดปุ่ม AF On เซ็นเซอร์โฟกัสที่ใช้เป็นแบบ Multi-CAM3500DX มีจุดโฟกัสทั้ง หมด 51 จุด เป็นแบบกากบาท 15 จุด ครอบคลุมเฟรมภาพได้ทั้งในการถ่ายภาพแนวตั้งและแนวนอน และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์โฟกัส 1,005 พิกเซล RGB ทำให้กล้องปรับโฟกัสได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการโฟกัสติดตามวัตถุเคลื่อนไหว (3D- Tracking) ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

D300s ปรับปรุงการถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วขึ้นเป็น 7 ภาพต่อวินาทีในโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง CH และเพิ่มเป็น 8 ภาพต่อวินาที เมื่อใช้กับงานแบตเตอรี่กริป MB-D10 ซึ่งสามารถเลือกใช้แบตเตอรี่ EN-EL4a แบบเดียวกับที่ใช้กับกล้องนิคอน D3 ได้เช่นเดียวกับ D300 โดยสามารถถ่ายต่อเนื่องได้สูงสุด 17 ภาพเมื่อเลือกรูปแบบไฟล์ NEF (RAW), 15 ภาพเมื่อเลือกรูปแบบ NEF+JPEG (Fine) และ 44 ภาพเมื่อเลือกรูปแบบไฟล์ JPEG (Fine)

การควบคุมฟังก์ชั่น Live View ใน D300s เปลี่ยนรูปแบบใหม่จากการปรับหมุนแป้นวงกลมเลือกระบบเลื่อนภาพด้านบนซ้ายของตัวกล้องไปที่ตำแหน่ง LV มาเป็นแยกปุ่ม LV สำหรับเลือกใช้งานฟังก์ชั่น Live view ออกมาต่างหากที่ข้างๆ จอมอนิเตอร์ ซึ่งใช้งานได้สะดวกกว่าแบบเดิมมากทีเดียว โดยฟังก์ชั่น Live view เลือกใช้งานได้ 2 โหมดคือ โหมด Handheld และโหมด Tripod โหมด Handheld สามารถเลือกจุดโฟกัสได้ทั้งแบบจุดเดียว ผู้ใช้เลือกเอง หรือแบบอัตโนมัติ 51 จุด ส่วนโหมด Tripod กล้องจะอยู่นิ่งๆ บนขาตั้งกล้อง จึงใช้การโฟกัสด้วยการตรวจจับคอนทราสต์ที่มอติเตอร์ ผู้ใช้สามารถเลือกจุดโฟกัสได้ทั่วทั้งเฟรมภาพ

การปรับโฟกัสในโหมด Handheld ทำได้ทั้งการแตะปุ่มชัตเตอร์และปุ่ม AF-On โดยเมื่อกดปุ่ม LV กระจกสะท้อนภาพจะดีดตัวขึ้นค้างไว้ เพื่อให้แสงผ่านเลนส์ไปตกกระทบกับเซ็นเซอร์ภาพ และแสดงผลให้เห็นบนจอมอนิเตอร์ สามารถปรับซูมขยายภาพบนจอมอนิเตอร์ได้ 3 เท่าเพื่อตรวจสอบความแม่นยำของการปรับโฟกัส และเมื่อกดปุ่ม AF-On หรือปุ่มชัตเตอร์ กระจกสะท้อนภาพจะลดลงเพื่อปรับโฟกัส ซึ่งจะเห็นว่าภาพบนจอมอนิเตอร์จะมืดไปชั่วครู่ และเมื่อปรับโฟกัสได้แล้วกระจกก็จะดีดตัวกลับขึ้นมาสู่ตำแหน่งเดิม ส่วนโหมด Tripod เลือกปรับโฟกัสด้วยปุ่ม AF-On หรือจะปรับเองแบบแมนนวลโฟกัสก็ได้ และสามารถมองเห็นภาพได้ตลอดเวลา เพราะใช้การหาโฟกัสจากคอนทราสต์ที่จอมอนิเตอร์ และการปรับโฟกัสจะช้ากว่าโหมด Hand Held ด้วย

ฟังก์ชั่นบันทึกวิดีโอ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาในกล้องนิคอน D300s และเป็นกล้องตัวที่ 3 ของนิคอนที่มีฟังก์ชั่นนี้ต่อจาก D90 และ D3s การบันทึกวิดีโอทำได้อย่างสะดวกมาก โดยเป็นการใช้งานร่วมกับฟังก์ชั่น Live View ซึ่งเมื่อต้องการบันทึกวิดีโอ ต้องกดปุ่ม LV เพื่อให้กล้องแสดงภาพที่

มอนิเตอร์ จากนั้นกดปุ่ม AF-On เพื่อทำการปรับโฟกัส และกดปุ่ม Multi Selector Center หรือปุ่มตรงกลางแป้นควบคุมแบบ 4 ทิศทาง เพื่อบันทึกวิดีโอ และกดซ้ำอีกครั้งเมื่อต้องการหยุดการบันทึก ทั้งนี้ เมื่อต้องการปรับโฟกัสใหม่ก็ให้กดปุ่ม AF-On อีกครั้ง หรือจะปรับโฟกัสเองแบบแมนนวลก็ได้

ข้อที่ควรคำนึงก็คือเมื่อเลือกใช้โหมด Live view แบบ Handheld จะไม่สามารถใช้ออโต้โฟกัสในระหว่างที่บันทึกวิดีโอได้ ดังนั้นเมื่อต้องการใช้ระบบออโต้โฟกัสในการบันทึกวิดีโอจะต้องเปลี่ยนรูปแบบฟังก์ชั่น Live view ให้เป็นโหมด Tripod เสียก่อน และจะมีเสียงการปรับโฟกัสให้ได้ยินด้วย นอกจากนี้ D300s ยังสามารถต่อต่อวิดีโอที่บันทึกได้จากตัวกล้องด้วย โดยสามารถเลือกตัดส่วนได้ทั้งจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงจุดที่เลือกและตัดจากจุดที่เลือกไปจนจบการบันทึกได้ ผู้ใช้สามารถเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานนี้ได้จากเมนูรีทัชภาพ

D300s ยังคงระบบกำจัดฝุ่นที่ใช้การสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงในชุดเซ็นเซอร์เพื่อให้ฝุ่นที่อาจมาเกาะที่ฟิลเตอร์โลว์พาส ด้านหน้าของเซ็นเซอร์ภาพ ซึ่งจะทำให้เป็นจุดดำๆ ปรากฏบนไฟล์ภาพ โดยการสั่นสะเทือนนี้จะทำให้ฝุ่นที่เกาะอยู่หลุดออกไปได้ ซึ่งระบบกำจัดฝุ่นนี้เลือกการทำงานได้แบบอัตโนมัติ เมื่อเปิดหรือปิดสวิตช์ก็ได้ หรือผู้ใช้จะเลือกทำความสะอาดด้วยการใช้ลูกยางเป่าฝุ่นเอง โดยเลือกการทำงานจากเมนู Lock mirror up for cleanning

D300s ปรับความไวแสงได้ตั้งแต่ ISO 200-3200 และสามารถขยายได้เป็น ISO100 และ ISO6400 ภาพที่ได้ใสเคลียร์มาก โดยตั้งแต่ความไวแสง ISO 200-800 ภาพที่ได้ใสเคลียร์มากทีเดียว ที่ ISO1600 มี noise ให้เห็นบ้าง แต่ยังถือว่าดีเยี่ยมอยู่ ส่วนที่ช่วง ISO3200 มี noise ให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น ความอิ่มตัวของสีสันลดลง แต่สำหรับการใช้งานแบบปกติ ถือว่ายังอยู่ในขอบข่ายที่ยอมรับได้ ซึ่งถ้าสังเกตุกันดีๆ จะเห็นว่าสัญญาณรบกวนหรือ noise ของ D300s จะมีลักษณะที่เหมือนกับเกรนฟิล์มความไวแสงสูงมากขึ้น การแตกตัวของเม็ดสีที่เคยมีในรุ่นก่อนๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ฟังก์ชั่น Active D-lighting ที่ช่วยแก้ไขภาพถ่ายให้ดีขึ้นด้วยการขยายไดนามิกเรนจ์ให้กว้างมากขึ้น บันทึกภาพที่มีรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่โทนมืดไปจนถึงโทนสว่าง และสามารถเลือกปรับปรับใช้งานได้หลายระดับ อาทิ Auto, Extra High, High, Normal, Low หรือปิดการทำงาน (Off)

การออกแบบ

โครงสร้างบอดี้ของ D300s ยังคงใช้แบบเดียวกับ D300 เพียงแต่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่มีขึ้น แต่วัสดุที่ใช้ผลิตยังคงเป็นแมกนีเซี่ยมอัลลอยเช่นเดิมตามสไตล์กล้องโปรทั่วๆ ไป ที่เน้นในเรื่องของความแข็งแกร่งและทนทาน ตามรอยต่อและปุ่มปรับต่างๆ ได้รับการซีลป้องกันความชื้นและฝุ่นละอองที่หลีกเลี่ยงได้ยากกับการใช้งานทั่วไป


การจัดวางตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะถูกออกแบบให้ลงตัวและสะดวกกับการใช้งานอยู่แล้วนั่นเอง โดยด้านบนของตัวกล้อง เริ่มจากซ้ายมือเป็นปุ่ม 3 ปุ่มรวมอยู่บนแป้นทำงานเดียวกันคือปุ่มปรับตั้งคุณภาพของภาพ ปุ่มไวท์บาลานซ์ และปุ่มความไวแสง ต่ำลงไปเป็นแป้นควบคุมการถ่ายภาพต่อเนื่องและตั้งเวลาถ่ายภาพ ในกลุ่มนี้มีการเปลี่ยนแปลงโดยย้ายการควบคุม Live View ออกมาเป็นปุ่มควบคุมต่างหาก และเพิ่มโหมดถ่ายภาพแบบเงียบ (Q) มาแทน ถัดลงไปทางด้านหน้าเป็นช่องช่องต่อสายซิงค์แฟลช และช่องต่อสายลั่นชัตเตอร์แบบ 10 พิน โดยมีแผ่นยางสำหรับปิดออกแบบให้มีก้านยึดติดกับตัวกล้องป้องกันการหล่นหาย


ส่วนบนเป็นแฟลชป๊อบอัพและฮอทชูสำหรับต่อเชื่อมกับแฟลชเฉพาะกิจภายนอก ด้านขวาเป็นสวิตช์เปิด-ปิดการทำงาน ปุ่มชัตเตอร์ ปุ่มเลือกโหมดถ่ายภาพ และปุ่มชดเชยแสง วางตำแหน่งอยู่บนกริป ซึ่งเซาะร่องสันกริปด้านในให้ใช้นิ้วเกี่ยวเพื่อให้จับกล้องได้กระชับมากขึ้น ถัดมาด้านเล็กน้อยเป็นจอ LCD แสดงผลการทำงานของกล้อง อาทิ โหมดถ่ายภาพ ความเร็วชัตเตอร์ รูรับแสง สเกลวัดแสง การชดเชยแสง จำนวนภาพที่เหลือ และระดับพลังงานแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการแสดงผลนี้จะเลือกให้แสดงที่จอมอนิเตอร์ด้วยก็ได้เช่นเดียวกัน


ข้างๆ ฐานเลนส์ด้านหน้ามีปุ่ม 2 ปุ่ม ปุ่มล่างเป็นปุ่มฟังก์ชั่น (Fn) ที่สามารถใช้เป็นปุ่มลัดเข้าสู่เมนูที่ปรับตั้งเอาไว้ ทำให้ใช้งานได้รวดเร็ว ถัดขึ้นมาเป็นปุ่มสำหรับเช็คระยะชัดลึก ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นปุ่มสำหรับตั้งค่าการทำงานแบบอื่น เช่นเดียวกับปุ่มฟังก์ชั่นอาทิ เปลี่ยนเป็นปุ่มเช็คชัดลึก ปุ่มล็อกความจำแสง หรือปุ่มหรือปุ่มเลือกระบบวัดแสง เป็นต้น เหนือสองปุ่มนี้ขึ้นไปเป็นไฟสำหรับช่วยหาโฟกัส ไฟแสดงสัญลักษณ์ตั้งเวลาถ่ายภาพและไฟการทำงานของระบบแก้ตาแดง


ด้านหลังเป็นจอมอนิเตอร์ขนาด 3.0 นิ้ว ความละเอียดสูง 921,000 พิกเซล เหนือจอมอนิเตอร์เป็นปุ่มพรีวิวภาพ ปุ่มลบภาพ ช่องมองภาพซึ่งมองเห็นภาพได้เต็ม 100% พร้อมแป้นปรับแก้สายตา ถัดไปเป็นแป้นปรับเลือกระบบวัดแสงซึ่งเลือกได้ 3 แบบคือ 3D Color Metrix, Center-weighted และ Spot ตรงกลางเป็นปุ่มล็อกความจำแสงและล็อคโฟกัส ถัดไปเป็นปุ่ม AF-On และแป้นควบคุมหลักตามลำดับ ด้านซ้ายของจอเป็นปุ่มเมนู ถัดลงมาเป็นปุ่มล็อกภาพ และมีสัญลักษณ์เครื่องหมายคำถามกำกับอยู่ ซึ่งมีประโยชน์กับการใช้งานกล้องมาก โดยเมื่อเข้าสู่เมนูการทำงานใดๆ ที่มีเครื่องหมายนี้ปรากฎอยู่ ผู้ใช้สามารถกดปุ่มนี้ เพื่อให้กล้องแสดงคำอธิบายถึงการทำงานของเมนูนั้นๆ เปรียบเสมือนมีคู่มือการใช้งานติดไปกับตัวกล้องในทุกๆ ที่ ซึ่งช่วยให้ใช้งานกล้องได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น


ด้านขวาเป็นแป้นปรับควบคุมแบบ 4 ทิศทาง ซึ่งออกแบบใหม่ โดยเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในกล้อง D3s ซึ่งมีปุ่มตรงกลางสำหรับยืนยันการทำงานต่างๆ และเป็นปุ่มบันทึกและหยุดการบันทึกวิดีโอด้วย โดยมีก้านล๊อคเพื่อป้องกันการเปลี่ยนโดยไม่ตั้งใจ ถัดลงไปเป็นปุ่ม Live View ก้านปรับเลือกพื้นที่โฟกัส โดยเลือกได้แบบ Single Point, Dynamic Area (9 จุด, 21 จุด, 51 จุด และแบบ 51 จุด Tracking ติดตามสิ่งเคลื่อนไหว) และ Automatic Area ด้านล่างสุดเป็นปุ่ม info สำหรับเลือกแสดงข้อมูลที่มอนิเตอร์ ซึ่งแยกออกมาจากปุ่มล๊อคภาพเดิม และส่วนนี้เคยเป็นสวิตช์ สำหรับเปิดช่องใส่เมมโมรี่การ์ด ก็ถูกตัดออกไปด้วย


ข้างๆ ตัวกล้องเป็นช่องเมมโมรี่การ์ด ซึ่งส่วนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยมีช่องเมมโมรี่การ์ดเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ช่อง ทำให้ใช้เมมโมรี่การ์ดได้ 2 แบบคือ CF card และ SD card ด้านล่างของตัวกล้องเป็นช่องสำหรับใส่แบตเตอรี่ชาร์จรุ่น EN-EL3e และมีช่องสำหรับต่อเชื่อมกับแบตเตอรี่กริป MB-D10 ซึ่งจะทำให้ใช้แบตเตอรี่ EN-EL3e ได้ 2 ก้อน หรือใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ EN-EL4a ที่ใช้กับ D3 ก็ได้ และเมื่อใช้กับแบตเตอรี่กริป MB-D10 จะทำให้ความเร็วในการถ่ายภาพเพิ่มเป็น 8 ภาพ/วินาที

เมนู

เมนูของ D300s วางรูปแบบเช่นเดียวกับ D300 ทั้งหมด แต่มีเมนูเพิ่มขึ้นมาจากฟังก์ชั่นการทำงานที่เพิ่มขึ้น เมนูต่างๆ แบ่งออกเป็นหมวดหมู่เรียงเป็นแนวตั้ง 6 เมนู เริ่มจากบนสุด เป็นเมนูพรีวิวภาพ มีเมนูการทำงานย่อยวางเรียงเป็นแนวตั้งด้านขวา อาทิ ลบภาพ เลือกโฟลเดอร์แสดงภาพ ในกรณีที่ตั้งถ่ายภาพหลายๆ โฟลเดอร์ ซ่อนภาพ เลือกรูปแบบที่จะพรีวิว เลือกดูแบบสไลด์โชว์ สั่งพิมพ์ภาพโดยตรง หรือเลือกก๊อปปี้ภาพจากการ์ดหนึ่งไปยังการ์ดหนึ่ง เป็นต้น


เมนูถัดไปเป็นเมนูในหมวดถ่ายภาพ ซึ่งสามารถเลือกบันทึกค่าการถ่ายภาพแบบต่างๆ ตั้งเป็นเมนูถ่ายภาพส่วนตัวได้ 4 แบบ หรือจะปรับเปลี่ยนเมนูการทำงานได้ตามต้องการ อาทิ ยกเลิกการปรับตั้งทั้งหมด ตั้งโฟล์เดอร์ที่จัดเก็บภาพ ตั้งชื่อไฟล์ภาพ เลือกช่องเมมโมรี่การ์ดหลัก เลือกการทำงานของช่องเมมโมรี่การ์ดที่สอง เลือกคุณภาพของภาพ เลือกขนาดภาพ ตั้งไวท์บาลานซ์ ตั้งพิกเจอร์คอนโทรล เลือกใช้งาน Active D-Lighting หรือเลือกระบบการจัดการ noise เป็นต้น


เมนูกลุ่มที่สอง เป็นเมนู Custom Setting ซึ่งแบ่งเมนูกลุ่มย่อยออกเป็น 6 เมนู คือกลุ่ม a สำหรับปรับระบบโฟกัส แบ่งแยกย่อยอีก 10 เมนู อาทิ เลือกรูปแบบการโฟกัสต่อเนื่องและทีละภาพ เลือกพื้นที่โฟกัสแบบ Dynamic หรือเลือกใช้ไฟช่วยโฟกัส เป็นต้น เมนูกลุ่ม b ปรับตั้งระดับขั้นของความไวแสงและการควบคุมการเปิดรับแสง กลุ่ม c ปรับตั้งเวลาและปุ่มล็อคความจำแสง กลุ่ม d ปรับตั้งรูปแบบการถ่ายภาพและการแสดงผล กลุ่ม e ปรับควบคุมแฟลชและการถ่ายภาพคร่อม และกลุ่ม f ปรับตั้งการทำงานอื่นๆ เช่น การตั้งค่าปุ่มฟังก์ชั่น การตั้งค่าปุ่มล๊อคความจำแสง การเลือกใช้งานแป้นควบคุม 4 ทิศทางสำหรับการแสดงผลของข้อมูลภาพ

เมนูในกลุ่มถัดไปเป็นเมนูปรับตั้งการทำงานหลักของกล้อง เช่น ฟอร์แมตเมมโมรี่การ์ด ตั้งค่าความสว่างของจอมอนิเตอร์ เลือกการทำงานของระบบทำความสะอาดเซ็นเซอร์ภาพเลือกภาษา เลือกแสดงข้อมูลของแบตเตอรี่ หรือเลือกการบันทึก Copy right และ Image Authentication ให้แนบไปกับไฟล์ภาพ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพ เป็นต้น ถัดไปเป็นเมนูสำหรับรีทัชภาพ รวมทั้งตัดต่อวิดีโอในตัวกล้องด้วย เมนูกลุ่มสุดท้ายเป็นเมนูที่แสดงถึงการปรับตั้งค่าการทำงานส่วนตัวทั้งหมด ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนค่าที่ตั้งไว้แล้วได้ทั้งหมด ล่างสุดเป็นไอคอนรูปเครื่องหมายคำถาม เมื่อผู้ใช้เลือกเมนูการทำงานใดๆ ที่มีไอคอนนี้โชว์อยู่ ผู้ใช้สามารถกดปุ่มเครื่องหมายคำถาม (?) หรือปุ่มล๊อคภาพ เพื่อให้กล้องแสดงข้อความอธิบายการทำงานของเมนูนั้นๆ เปรียบเสมือนมีคู่มือกล้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้ใช้งานกล้องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น






การใช้งาน

หลังจากที่ได้ทดสอบกล้องนิคอน D300 เมื่อตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ซึ่งเป็นกล้องที่มีเทคโนโลยีการทำงานที่ก้าวหน้ามากตัวหนึ่งทีเดียว ฟังก์ชั่นการทำงาน หลายๆ อย่างตอบสนองการใช้งานในระดับมืออาชีพได้เป็นอย่างดี มาวันนี้ ล่วงเลยมากว่า 2 ปี นิคอนได้จับเอา D300 มาขัดเกลาเทคโนโลยีการทำงานใหม่ให้ล้ำหน้ามากขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆ เช่น การบันทึกวิดีโอ ให้เป็นกล้องที่มีการประสิทธิภาพการทำงานครอบคลุมการทำงานทั้งในด้านภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

ด้านการจับถือ ยังคงรู้สึกถึงความกระชับมือเช่นเดิม การวางตำแหน่งปุ่มปรับต่างๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ผู้ที่เคยใช้นิคอน D300 หรือนิคอนรุ่นอื่นๆ สามารถควบคุมการทำงานได้ไม่ยากนัก เนื่องจากฟังก์ชั่นการทำงานอื่นๆ ยังคงนำความยอดเยี่ยมมาจาก D300 มาใช้อยู่แล้ว ในการทดสอบครั้งนี้จึงเน้นไปในด้านการจัดการกับสัญญาณรบกวน หรือ noise มากกว่า ผมลองถ่ายภาพในทุกช่วงความไวแสง ตั้งแต่ ISO200 ไปจนถึงสูงสุดที่ ISO3200 ปรากฏว่าในช่วงตั้งแต่ ISO200-800 มีระบบการจัดการ noise ที่ดีมากทีเดียว ภาพที่ได้ใสเคลียร์และมีสีสันที่อิ่มตัว

ที่ ISO1600 เริ่มมี noise ให้เห็นบ้าง แต่ยังถือว่าจัดการ noise ได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนที่ ISO3200 จะมี noise ให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่ดีและยังคงรายละเอียดอยู่อย่างชัดเจนเพียงแต่ความความชัดและความอิ่มตัวของสีสันจะลดลงเท่านั้น และอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าระบบการจัดการ noise ของกล้องรุ่นใหม่ๆ ทำได้ดีมากขึ้น ถึงแม้ว่าไม่สามารถกำจัดได้ทั้งหมด แต่รูปแบบของ noise ก็แตกต่างจากอดีต ที่เป็นการแตกกระจายของเม็ดสีจนภาพไม่มีความคมชัด ในปัจจุบันกล้องที่มีระบบการจัดการ noise ที่ดี ถึงแม้ว่าจะยังคงมี noise อยู่ แต่ก็สามารถมองเห็นรายละเอียดของภาพได้ ไม่มีการแตกตัวของเม็ดสีจนทำให้กลายเป็นภาพที่น่าเกลียด และเป็นฝันร้ายของช่างภาพอีกต่อไป ผมลองนำไฟล์ที่ถ่ายด้วย ISO3200 จากกล้อง D300 และ D300s มาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างในการจัดการ noise ได้อย่างชัดเจน

ฟังก์ชั่นที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่ D300 คือ การโชว์ info หรือข้อมูลในการถ่ายภาพที่จอมอนิเตอร์ ซึ่งให้ความสะดวกต่อการใช้งานมาก เพราะบางครั้งเมื่อผมปรับตั้งองค์ประกอบไว้แล้ว แต่ต้องการปรับเปลี่ยนค่าการถ่ายภาพบางอย่าง ผมสามารถดูการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนจากจอมอนิเตอร์ได้โดยไม่ต้องปรับระนาบกล้องเพื่อก้มมองจากจอ LCD ด้านบนตัวกล้อง ซึ่งจะเห็นผลที่แตกต่างได้อย่างชัดเจนในกรณีที่ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง และยกกล้องขึ้นสูง นอกจากนี้ปุ่ม info ยังถูกแยกให้ออกมาทำงานอย่างอิสระ ทำให้ปรับใช้งานได้ง่ายขึ้น และยังใช้ปุ่ม info นี้ในการปรับเปลี่ยนเมนูการทำงานบางอย่างที่ปรับตั้งไว้แล้วได้ด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ขอชมคือ D300s เพิ่มช่องเมมโมรี่การ์ดมาอีกหนึ่งช่อง สำหรับใช้งานกับ SD card ซึ่งช่วยให้ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเมมโมรี่จะหมดระหว่างการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ และไม่ต้องพกพาเมมโมรี่การ์ดหลายใบ ซึ่งเสี่ยงต่อการตกหล่นสูญหายได้เช่นกัน และยังสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของเมมโมรี่การ์ด ทั้งสองได้หลายแบบ เช่นบันทึกด้วยเมมโมรี่การ์ดทั้งสองโดยบันทึกต่อเนื่องระหว่างการ์ดแรกไปการ์ดยังที่สอง บันทึกพร้อมๆ กันทั้งสองการ์ด หรือการ์ดแรกบันทึกเป็น RAW การ์ดที่สองบันทึกเป็น JPEG เป็นต้น นอกจากนี้ยังเลือกก๊อปปี้ภาพจากการ์ดหนึ่งไปยังอีกการ์ดหนึ่งได้จากเมนูพรีวิว โดยจะเลือกก๊อปปี้เฉพาะภาพ หรือก๊อปปี้ทั้งโฟลเดอร์ก็ได้

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมได้รับตัวกล้องพร้อมเลนส์ซูมครอบจักรวาลที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ 18-200 มม. f/3.5-5.6G II VR และเลนส์ 10-24 มม. f/3.5-4.5G ED ซึ่งคุณภาพของเลนส์ซูม 18-200 มม.ตัวใหม่ให้ภาพที่มีคุณภาพสูงกว่าเลนส์ตัวเดิมมาก การถ่ายทอดสีสันและความคมชัดทำได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้การเพิ่มระบบป้องกันภาพสั่นไหว Vibration Reduction (VR) เข้ามาช่วยให้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถถือกล้องถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าปกติสูงสุดถึง 4 สตอป ส่วนเลนส์ซูมมุมกว้าง นอกจากจะถ่ายทอดสีสันได้ตรงตามจริงและมีความคมชัดสูงแล้ว การปรับแก้ความเพี้ยนของภาพยังทำได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนอาการขอบภาพมืดไม่มีให้เห็นตลอดการทดสอบ

ถ้าหากว่าคุณต้องการกล้องที่มีฟังก์ชั่นการทำงานสูง ตอบสนองการใช้งานได้ตั้งแต่มือสมัครเล่นที่จริงจังไปจนถึงมืออาชีพที่เน้นคุณภาพของไฟล์ภาพ และมีการทำงานที่รวดเร็วทันใจ เก็บสีสันและรายละเอียดได้อย่างสมบูรณ์ Nikon D300s คือกล้องที่ควรต้องเลือกไว้ใช้งานครับ

อุปกรณ์เสริม


แฟลช Nikon SB-900 (รุ่นท๊อปสุด หรือรุ่นอื่นๆ เช่น SB-600 AF Speedlight , SB-400 Speedlight Unit , R1C1 Wireless Close-Up Speedlight System , R1 Wireless Close-Up Speedlight System , SU-800 Wireless Speedlight Commander , SB-R200 Wireless Speedlight


แบตเตอรี่กริป MB-D10 Multi-Power Battery Pack (ใช้ได้ทั้ง D700, D300 และ D300s) ใส่แบตเตอรี่ EN-EL3e ได้พร้อมกันสองก้อน หรือใช้รังถ่าน MS-D10 ใส่แบตเตอรี่ขนาด AA ได้ 8 ก้อน (1.5 V LR-6 (Alkaline), Lithium (FR6), Ni-MH (HR6) or Ni-Mn (ZR6))


- เซ็นเซอร์รับภาพ CMOS ขนาด 23.6 x 15.8 มม. 12.3 ล้านพิกเซล effective
- ไฟล์ฟอร์แมต NEF (RAW), NEF+JPEG, TIFF, JPEG
- ออโต้โฟกัส 51 จุด
- โหมดบันทึกภาพ โปรแกรม (P), ออโต้ความเร็วชัตเตอร์ (A), ออโต้รูรับแสง (S) และ แมนนวล (M)
- โหมดเลื่อนภาพ ทีละภาพ , 7 ภาพต่อวินาที และ 8 ภาพต่อวินาทีเมื่อใช้แบตเตอรี่กริป MB-D10
- ระบบวัดแสง 3D Color Metrix, หนักกลางภาพ และเฉพาะจุด
- ชดเชยแสง +/-5 EV ปรับละเอียด 1/3EV
- ความเร็วชัตเตอร์ 1/8000-30 วินาที สัมพันธ์กับแฟลชที่ 1/250 วินาที
- ความไวแสง Auto, ISO200-3200 ปรับลดได้เป็น ISO100 (Lo.1) และเพิ่มได้ถึง ISO6400 (Hi.1)
- ช่องมองภาพ เพนทาปริซึม กำลังขยาย 0.94 เท่า มองเห็นภาพ 100 % ปรับแก้สายตาได้ -3 ถึง +1 ไดออปเตอร์
- ไวท์บาลานซ์ Auto, Incandescent, Fluorescent, Direct Sunlight, Flash, Cloudy, Shade, Color Temperature และ Preset
- พิกเจอร์ คอนโทรล Standard, Neutral, Vivid และ Monochrome
- Live View Handheld mode และ Tripod mode
- จอมอนิเตอร์ TFT LCD ขนาด 3.0 นิ้ว 921,000 พิกเซล
- สื่อบันทึกข้อมูล CF card และ SD card
- การต่อเชื่อม USB 2.0 Hi-Speed และช่องต่อ HDMI
- ช่องต่อเชื่อมแบบ 10 พิน เชื่อมต่อรีโหมทคอนโทรล และเชื่อมต่อระบบ GPS
- ช่องสัญญาณวิดีโอ PAL และ NTSC
- แบตเตอรี่ Li-ion รุ่น EN-EL3e และเมื่อใช้แบตเตอรี่กริป MB-D10 สามารถใช้แบตเตอรี่รุ่น EN-EL3a ได้
- ขนาด 147 x 114 x 74 มม.
- น้ำหนัก 840 กรัม (เฉพาะตัวกล้อง)
- ราคา 64,900 บาท (เฉพาะบอดี้) ราคา ณ มกราคม 2553

ข้อมูลจาก : shutterphoto.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: